การนวดเพื่อสุขภาพและช่วยถนอมสายตา

1348746244545ชีวิตในยุคไอทีของหลายๆครอบครัวมีการใช้งานคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเพื่อทำงานหรือติดตามข่าวสาร โดยการใช้งานในแต่ละครั้งนั้นจำเป็นต้องใช้สายตาจ้องมองเป็นเวลานาน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการ Computer Vision Syndrome (CVS) ทำให้มีอาการปวดตา เคืองตาและสายตาล้า บางคนอาจไม่สามารถโฟกัสภาพให้ชัดได้ ซึ่งจะทำให้เกิดสายตายาวเร็วขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นการดูแลสุขภาพดวงตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องสุขภาพดวงตาเป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนในบ้านควรให้ความสำคัญ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเรา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การดูแลถนอมสายตาให้มีสุขภาพดีย่อมต้องมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายแก่สายตา

วิธีการนวดเพื่อถนอมรักษาสายตาให้เกิดการผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและประสาทสายตาให้ยืดหยุ่นได้ดี หลังจากการใช้งานในชีวิตประจำวันมากหรือน้อยเกินไป โดยไม่ถูกสุขลักษณะหรือไม่ถูกวิธี ซึ่งจะเป็นการป้องกันความเสื่อมและฟื้นฟูสภาพ ส่งผลต่อการถนอมรักษาสายตา ทำให้หัวโปร่ง เบาสบาย ตาสว่าง หายง่วงนอนและรู้สึกสดชื่น การนวดบ่อยๆก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คุณดูอ่อนวัย สดใสอยู่เสมอ ซึ่งการนวดด้วยตัวเองเป็นการช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อและระบบประสาทบนใบหน้าทำให้คุณรู้สึกปลอดโปร่ง สดชื่น ทำบ่อยๆยังเป็นการช่วยถนอมสายตาอีกด้วย การเตรียมตัวไม่มีอะไรยุ่งยาก และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ

วิธีการนวดถนอมสายตา

1) ท่าเสยผม ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง กดขอบกระบอกตาบนให้แน่นพอสมควร ทำทั้งสองข้างพร้อมๆกัน ค่อยดันนิ้วทั้ง 3 นิ้วเรื่อยขึ้นไปบนศีรษะจนถึงท้ายทอยแบบเสยผม
2) ท่าทาแป้ง โดยใช้นิ้วกลางทั้งสองกดตรงหัวตาให้แน่นพอสมควรดันนิ้วขึ้นไปจนถึงหน้าผาก แล้วใช้นิ้วทั้งหมดแตะหน้าผากโดยให้ปลายนิ้วมือจรดกัน แล้วลูบลงไปข้างแก้มแบบแนบสนิทมายังคาง
3) ท่าเช็ดปาก ใช้ฝ่ามือขวา ทาบบนปากลากมือไปทางขวาให้สุด ให้ฝ่ามือกดแน่นกับปากพอควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทาบปากแล้วทำแบบเดียวกัน
4) ท่าเช็ดคาง ใช้หลังมือขวาทาบใต้คาง แล้วลากมือจากทางซ้ายไปขวาให้หลังมือกดแน่นกับใต้คางพอควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทำแบบเดียวกัน
5) ท่ากดใต้คาง ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้างกดใต้คาง โดยให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับคาง ใช้แรงกดพอควร เลื่อนจุดกดห่างจุดเดิม 1นิ้วมือ แล้วกดทำให้ทั่วใต้คางเฉพาะทางด้านหน้า
6) ท่าถูหน้าหูและหลังหู ใช้มือแต่ละข้างคีบหู โดยกางนิ้วกลางและนิ้วชี้คีบอย่างหลวมๆ วางมือให้แนบสนิทกับแก้ม ถูขึ้นลงแรงๆ
7) ท่าตบท้ายทอย ใช้ฝ่ามือปิดหู ใช้นิ้วทั้งหมดอยู่ตรงท้ายทอย และปลายนิ้วกลางจรดกัน กระดิกนิ้วให้มากที่สุด แล้วตบที่ท้ายทอยพร้อมกันทั้ง 2 มือด้วยความแรงพอควร

กายภาพบำบัดกับอีกทางเลือกในการรักษาอาการปวดศีรษะ

การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดกับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ จะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อต้นคอ โดยเครื่องมือทางกายภาพบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องที่ให้ความร้อน เช่น การประคบแผ่นร้อน การนวดด้วยคลื่นอัลตร้าซาวด์ และการนวดด้วยมือตามตำแหน่งที่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ แต่ทั้งนี้ผลที่ได้จะขึ้นกับโรคของผู้ป่วยเป็นสำคัญ  สำหรับผู้ป่วยปวดศีรษะที่ไม่สามารถทำกายภาพบำบัดได้ จะเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบสมองและประสาท ดังนั้น  เพื่อให้การทำกายภาพบำบัดเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วยในแต่ละราย ก่อนเข้ารักษานักกายภาพบำบัดจะต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินอาการจากตำแหน่งของการปวด ลักษณะการเคลื่อนไหว และสอบถามว่ามีอาการอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง เช่น มีอาการปวดศีรษะก่อนและจึงเกิดอาการปวดคอตามมาหรือมีอาการปวดคอขึ้นก่อนจึงค่อยมีการปวดศีรษะตามมา เพื่อพิจารณาระยะของโรค ความรุนแรงและตำแหน่งของโรค ก่อนเลือกวิธีในการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยแต่ละราย ได้แก่

1.แผ่นประคบร้อน (Hot Pack) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

2.การรักษานวดด้วยคลื่นอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound therapy) เป็นเครื่องรักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ลดอาการปวด ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อในชั้นลึก ลดอาการบวม และช่วยเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รวมทั้งคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

 3.การนวด (Massage) เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพและรักษาโรค โดยอาศัยการสัมผัสอย่างมีหลักการระหว่างผู้ให้การรักษาและผู้รับการรักษา การนวดจะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายและจิตใจ โดยทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นและกล้ามเนื้อผ่อนคลายได้

4.แพทย์ทางเลือก เนื่องจากนักกายภาพบำบัดมีความชำนาญในการนวดตามหลักวิชาการเป็นอย่างดีและยังสามารถอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงเหตุผลการนวดและกดในจุดต่างๆ ได้ทั้งตามหลักทางกายภาพ

นอกเหนือจากความใส่ใจที่จะบำบัดดูแลผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมแล้ว ยังสอดแทรกวิธีปฏิบัติตัวเพื่อผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสมและวิธีหายใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ป่วยนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ดังนั้น กายภาพบำบัดจึงถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยในการรักษาอาการปวดศีรษะได้

การรักษาอาการปวดเมื่อย ด้วยการกดจุด

การปวดเมื่อยเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนท่าทาง ยิ่งสะสมไปมากๆอาจก่อให้เกิดอาการเรื้อรัง และสร้างความรำคาญด้วย
อาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย พบในผู้ป่วยเพศหญิงมากถึง 80% โดยจะอยู่ในช่วงวัยทำงานช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันพบได้ในคนไข้อายุ 20ปี และมีแววจะต่ำลงเรื่อยๆ
การกดจุดรักษาอาการปวดเมื่อย เป็นวิธีช่วยบรรเทาอาการที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยา และยังรักษาได้ตรงจุด ลดการปวดซ้ำๆ โดยการกดจุดมาจากการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ซึ่งรักษาตรงจุดกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด
การกดจุดไม่ใช่ว่าจะทำการกดได้ทันที ทางแพทย์ผู้รักษาต้องทำการซักประวัติคนไข้ก่อน ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เพื่อทำการประเมินการรักษาเบื้องต้น โดยคนไข้ที่ไม่ควรกดจุด เช่น คนไข้โรคมะเร็ง คนไข้ที่เป็นโรคผิวหนัง คนไข้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยโรคอื่นๆต้องประเมินสภาพร่างกายว่าจะรับน้ำหนักได้มากน้อยเพียงใด
กล้ามเนื้อที่มีอาการปวดเมื่อยจะมีพังผืดเกาะในลักษณะเป็นก้อน ถ้าใช้การกดจุดให้มีการคลายตัวในบางส่วน หลังจากนั้นเลือดจะเป็นตัวย่อยสลายเอง เนื่องจากเลือดเป็นตัวย่อยสลายพังผืดในมัดกล้ามเนื้อที่ดี ซึ่งการกดจุดเป็นการกระตุ้นทำให้เลือดมีการฉีดตัวได้แรงขึ้น ทำให้เลือดเข้าไปสลายพังผืดได้ดี โดยการกดไม่ได้กดนิ่งๆแต่เป็นการกดไปรอบๆ กล้ามเนื้อที่มีปัญหา ทำให้ก้อนเนื้อนิ่มลง ทำให้เลือดมีการสูบฉีดและเข้าไปเลี้ยงได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยทานยาแก้ปวดมาเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ยาก ทำให้ต้องใช้เวลากดจุดหลายครั้งกว่าคนไข้ทั่วไป ส่วนใหญ่เข้ารักษา 2 เดือน จะเห็นผล โดยอาการจะดีขึ้นแต่ไม่ได้หายจากอาการปวด 100% เป็นเพียงการรักษาให้อาการดีขึ้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนไข้ด้วย เช่น ไม่นั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ ไม่ถือของหนัก ไม่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนักๆ รวมทั้งต้องหมั่นยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำด้วย

อาการปวดหลังนั้นเป็นความทรมานอย่างยิ่งแต่ก็สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยวิธีการใหม่ๆ

5

อาการปวดหลังนั้นเป็นความทรมานอย่างยิ่งแต่ก็สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยวิธีการใหม่ที่ให้ผลดีกว่าเดิมหากคุณไม่เคยต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดหลัง นับว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีมาก เพราะโดยเฉลี่ยแล้วคนในวัยผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 80 ต้องทรมานจากการปวดหลังไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ซึ่งอาการปวดหลังทั่วไปมักจะหายไปเองภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ แต่ในกรณีร้ายแรงก็อาจกินระยะเวลานานและทรมานอย่างยิ่ง เหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาการปวดหลังนั้นหายยากก็เนื่องจากหลังเปรียบเสมือน “เสาหลัก” ของร่างกาย โดยมีกล้ามเนื้อหลังและเส้นเอ็นต่างๆ ทำหน้าที่รับน้ำหนักส่วนใหญ่ เรียกว่าทุกการเคลื่อนไหวล้วนเกี่ยวข้องกับหลังทั้งสิ้นหน้าที่ของหลังแท่งกระดูกสันหลังประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังเรียงตัวซ้อนๆ กันมากกว่า 30 ปล้อง เกิดเป็นช่องซึ่งล้อมรอบและปกป้องไขสันหลังและมีเส้นประสาทโยงใยเข้าออกจากไขสันหลังผ่านทางช่องกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังแต่ละปล้องถูกยึดติดกันด้วยกล้าม ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวรับแรงกระแทกไม่ให้กระดูกแต่ละปล้องกระทบกันเมื่อเดินหรือกระโดด

สาเหตุของโรคปวดหลังหลังส่วนล่างเป็นบริเวณที่รับน้ำหนักของร่างกายมากที่สุดและเกิดอาการปวดบ่อยที่สุด อาการปวดหลังโดยทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลังหรือกล้ามเนื้อที่คอยพยุงหลัง และจะปวดขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ ในหลายๆ กรณีอาการปวดอาจรักษาได้ภายในเวลาไม่กี่วันด้วยการรับประทานยาแก้ปวด เช่น อัยบูโพรเฟน (Ibuprofen) ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายจากอาการปวดเล็กๆ น้อยๆ ได้ภายใน 4 สัปดาห์ด้วยการบำบัดเพียงเล็กน้อย ในกรณีที่อาการปวดคงอยู่เป็นเวลาเกินกว่า 4 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติมเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงทั้งนี้แพทย์จะทำการซักถามเพื่อประเมินสาเหตุของอาการปวด โดยเริ่มจากประวัติด้านความเจ็บป่วยและการผ่าตัดของทั้งคุณและสมาชิกในครอบครัว ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยถึงต้นตอของอาการปวดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกิจวัตรประจำวันได้ สำหรับกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง แพทย์อาจต้องวินิจฉัยด้วยเครื่องเอกซเรย์และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการเอกซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ภาพตัดขวาง

วิธีแก้อาการปวดหัวไมเกรนแบบง่ายๆ

เมื่อเราเกิดปวดหัวไมเกรนขึ้นมาแล้ว เราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ให้อาการปวดหัวจี๊ดๆของเรามันหายไปอย่างรวดเร็วที่สุดด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1. นวดผ่อนคลายความตึงเครียด

การนวดเป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ดีและง่ายที่สุด วิธีการนวดให้เรานวดบริเวณขมับ ต้นคอ และช่วงไหล่ โดยนวดไปเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายของเราผ่อนคลายลง เส้นเลือดก็จะคลายตึง ไม่หดเกร็ง ทำให้อาการปวดหัวไมเกรนทุเลาลง และถ้าจะให้ได้ผลดีมากขึ้น เราอาจหาพวกน้ำมันหอมระเหย เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันการบูร หรือน้ำมันลาเวนเดอร์ มาใส่ในขณะที่เรานวดด้วย มันช่วยได้เยอะเลยล่ะ

2. ปวดมากก็นอนสักหน่อย

วิธีที่ดีไม่แพ้การนวดก็คือ นอนหลับไปเลย การนอนหลับพักผ่อนจะช่วยให้ระบบเส้นเลือดและกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งได้ผ่อนคลายลง ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีบางครั้งที่เวลาที่เรานอนหลับเราจะรู้สึกหายปวดหัวไปชั่วขณะ แต่พอตื่นนอนมาเรากลับปวดหัวไมเกรนขึ้นมาอีก ถ้าเกิดอาการอย่างนี้ไม่ต้องตกใจ เป็นเรื่องปกติ ถ้าเป็นอย่างนี้เราอาจต้องใช้วิธีอื่นๆช่วยเสริมด้วย เพราะเราเริ่มเป็นหนักแล้วนะ

3. กินยาพาราแก้ปวดหัว

ถ้าเราปวดหัวไมเกรนมากๆ เราก็ควรกินยาพาราเซตามอลเพื่อช่วยลดอาการปวดหัวลง โดยการกินยาพาราที่ดีนั้นควรกินตั้งแต่ที่เราเริ่มรู้สึกมีอาการทันที อย่าปล่อยให้ปวดหัวนานเกิน 30 นาทีแล้วค่อยกิน เพราะมันจะช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้น้อยกว่า

4. ประคบด้วยน้ำแข็ง + แช่เท้าในน้ำอุ่น

อีกวิธีที่ช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้ดีก็คือ ให้เราไปหาถุงใส่น้ำแข็งมาประคบที่หัวตรงแถวๆที่เราปวด และให้เราแช่เท้าในน้ำอุ่นไปพร้อมกันด้วย โดยแช่นานประมาณ 20 นาที ทำ 2 วิธีนี้คู่กันไป อาการปวดหัวจะลดน้อยลงหรืออาจหายไปเลยก็ได้

5. จิบน้ำขิงแก้ไมเกรน

การดื่มน้ำขิงร้อนๆสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี โดยน้ำขิงที่ดื่มจะเป็นน้ำขิงที่ต้มเองแบบสดๆ หรือจะเป็นน้ำขิงแบบสำเร็จรูปที่เป็นซองๆก็ได้ ซึ่งมีงานวิจัยออกมาว่าสารที่อยู่ในน้ำขิงสามารถช่วยแก้ปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี ดื่มน้ำขิงร้อนๆอร่อย และสามารถช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียดไปในตัวได้อีกด้วย

นี่ก็เป็น 5 วิธีแก้อาการปวดหัวไมเกรนแบบง่ายๆที่เอามาฝากกัน หวังว่าคงพอช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่ประสบปัญหาอยู่ได้บ้างนะครับ ไมเกรนนี่เป็นอะไรที่จี๊ดเอามากๆ เป็นทีหนึ่งแทบทำการทำงานอะไรไม่ได้เลย นั่งปวดหัวอย่างเดียวจริงๆ ใครไม่เคยเป็นไม่รู้หรอก ว่ามันทรมานขนาดไหน!!!