กดจุดบรรเทาอาการปวดเข่าและข้อแนะนำก่อนกดจุด


การกดจุดเป็นของเก่าแก่และมีมานานหลายพันปีซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาวจีน ศาสตร์แห่งการกดจุดได้แพร่หลายไปทั่วโลก ทั้งในอเมริกาและยุโรป กดจุดก็คือ ศาสตร์แขนงเดียวกับการฝังเข็มที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี แต่การกดจุดเป็นการฝังเข็มโดยไร้เข็ม ทั้งยังไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดเข็มเหมือนฝังเข็ม และไม่มีอันตรายใดๆ ต่อผู้ทำ ถ้าท่านกดถูกวิธีและมีประสิทธิภาพก็จะได้ผลในการรักษาทั้งยังช่วยเสริมการรักษาของแพทย์ให้หายเร็วขึ้น แต่ถ้าท่านทำแล้วไม่ได้ผล ก็ไม่มีข้อเสียหายอะไร

อาการปวดเข่าพบได้บ่อยในผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไป และในคนสูงอายุ เพราะว่าในขณะที่เดินหัวเข่าจะเป็น ส่วนที่รับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกายเปรียบได้กับเสาเรือน ถ้าร่างกายอ้วนมาก น้ำหนักที่มากก็จะไปลงที่หัวเข่า จึงเกิดอาการปวดเข่าได้ ระยะแรกจะรู้สึกปวดทั่วๆ ไปบริเวณเข่า ต่อมาจะปวดไปที่บริเวณขาส่วนล่าง และจะพบว่ามีอาการบวมรอบๆ ข้อเข่าได้

ข้อแนะนำก่อนกดจุด

  1. การกดจุด หมายถึง การนวดจุดนั้นๆ โดยใช้ปลายนิ้วมือที่เล็บสั้น
  2. อ่านและดูรูปทีแสดงตำแหน่งการกดจุดให้เข้าใจ แล้วลองกดจุดที่อยู่บนร่างกาย สำหรับจุดที่อยู่บนใบหูแจจะใช้กระจกส่องช่วยหาจุด หรือวานให้ใครคนใดคนหนึ่งดูจุดนั้นในรูปแล้วชี้ตำแหน่งให้
  3. เมื่อท่านกดถูกจุดๆ นั้นจะให้ความรู้สึกได้ดีกว่าบริเวณรอบๆ และควรกดจุดให้แรงพอ
  4. นิ้วมือที่นิยมใช้กดจุด มักใช้นิ้วชี้ โดยให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับผิวหนัง และนวดไปตามทิศทางที่ลูกศรชี้ในภาพ นวด (ถู) ออกไปเป็นระยะทาง 1 นิ้ว การนวดควรนวดประมาณ 30 ครั้งต่อ10 วินาที หรือ 70-100 ครั้งต่อนาที
  5. จุดบนใบหูอาจจะใช้ปลายนิ้วก้อยหรือปลายดินสอ, ปากกามนๆ นวดได้ เพราะบริเวณใบหูเล็กและแคบกว่าร่างกาย
  6. การกดจุดตามหลักของจีนได้กำหนดเวลาในการกดจุดแต่ละครั้งไว้ ดังนี้
  • เด็กอายุ 0-3 เดือน ใช้เวลากดทั้งหมด ½ -3 นาที
  • เด็กอายุ 3-6 เดือน ใช้เวลากดทั้งหมด 1-4 นาที
  • เด็กอายุ 6-12 เดือน ใช้เวลากดทั้งหมด 1-5 นาที
  • เด็กอายุ 1-3 ปี ใช้เวลากดทั้งหมด 3-7 นาที
  • เด็กโตตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ใช้เวลากดทั้งหมด 5-10 นาที
  • ผู้ใหญ่ ใช้เวลากดทั้งหมด 5-10-15 นาที
  1. จุดที่กดอยู่บนร่างกาย ควรกดหรือนวดทั้ง 2 ข้างของลำตัว (ร่างกายจะแบ่งเป็น 2 ข้าง คือ ข้างขวาและซ้าย)
  2. ระยะต่างๆ ที่ใช้ในการวัด จะวัดจากความกว้างของนิ้วของผู้กดจุดเอง

การนวดเพื่อสุขภาพและช่วยถนอมสายตา

1348746244545ชีวิตในยุคไอทีของหลายๆครอบครัวมีการใช้งานคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆเพื่อทำงานหรือติดตามข่าวสาร โดยการใช้งานในแต่ละครั้งนั้นจำเป็นต้องใช้สายตาจ้องมองเป็นเวลานาน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการ Computer Vision Syndrome (CVS) ทำให้มีอาการปวดตา เคืองตาและสายตาล้า บางคนอาจไม่สามารถโฟกัสภาพให้ชัดได้ ซึ่งจะทำให้เกิดสายตายาวเร็วขึ้นกว่าปกติ ดังนั้นการดูแลสุขภาพดวงตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เรื่องสุขภาพดวงตาเป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนในบ้านควรให้ความสำคัญ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเรา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การดูแลถนอมสายตาให้มีสุขภาพดีย่อมต้องมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายแก่สายตา

วิธีการนวดเพื่อถนอมรักษาสายตาให้เกิดการผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและประสาทสายตาให้ยืดหยุ่นได้ดี หลังจากการใช้งานในชีวิตประจำวันมากหรือน้อยเกินไป โดยไม่ถูกสุขลักษณะหรือไม่ถูกวิธี ซึ่งจะเป็นการป้องกันความเสื่อมและฟื้นฟูสภาพ ส่งผลต่อการถนอมรักษาสายตา ทำให้หัวโปร่ง เบาสบาย ตาสว่าง หายง่วงนอนและรู้สึกสดชื่น การนวดบ่อยๆก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คุณดูอ่อนวัย สดใสอยู่เสมอ ซึ่งการนวดด้วยตัวเองเป็นการช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อและระบบประสาทบนใบหน้าทำให้คุณรู้สึกปลอดโปร่ง สดชื่น ทำบ่อยๆยังเป็นการช่วยถนอมสายตาอีกด้วย การเตรียมตัวไม่มีอะไรยุ่งยาก และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ

วิธีการนวดถนอมสายตา

1) ท่าเสยผม ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง กดขอบกระบอกตาบนให้แน่นพอสมควร ทำทั้งสองข้างพร้อมๆกัน ค่อยดันนิ้วทั้ง 3 นิ้วเรื่อยขึ้นไปบนศีรษะจนถึงท้ายทอยแบบเสยผม
2) ท่าทาแป้ง โดยใช้นิ้วกลางทั้งสองกดตรงหัวตาให้แน่นพอสมควรดันนิ้วขึ้นไปจนถึงหน้าผาก แล้วใช้นิ้วทั้งหมดแตะหน้าผากโดยให้ปลายนิ้วมือจรดกัน แล้วลูบลงไปข้างแก้มแบบแนบสนิทมายังคาง
3) ท่าเช็ดปาก ใช้ฝ่ามือขวา ทาบบนปากลากมือไปทางขวาให้สุด ให้ฝ่ามือกดแน่นกับปากพอควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทาบปากแล้วทำแบบเดียวกัน
4) ท่าเช็ดคาง ใช้หลังมือขวาทาบใต้คาง แล้วลากมือจากทางซ้ายไปขวาให้หลังมือกดแน่นกับใต้คางพอควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทำแบบเดียวกัน
5) ท่ากดใต้คาง ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้างกดใต้คาง โดยให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับคาง ใช้แรงกดพอควร เลื่อนจุดกดห่างจุดเดิม 1นิ้วมือ แล้วกดทำให้ทั่วใต้คางเฉพาะทางด้านหน้า
6) ท่าถูหน้าหูและหลังหู ใช้มือแต่ละข้างคีบหู โดยกางนิ้วกลางและนิ้วชี้คีบอย่างหลวมๆ วางมือให้แนบสนิทกับแก้ม ถูขึ้นลงแรงๆ
7) ท่าตบท้ายทอย ใช้ฝ่ามือปิดหู ใช้นิ้วทั้งหมดอยู่ตรงท้ายทอย และปลายนิ้วกลางจรดกัน กระดิกนิ้วให้มากที่สุด แล้วตบที่ท้ายทอยพร้อมกันทั้ง 2 มือด้วยความแรงพอควร

กายภาพบำบัดกับอีกทางเลือกในการรักษาอาการปวดศีรษะ

การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดกับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ จะช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อต้นคอ โดยเครื่องมือทางกายภาพบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องที่ให้ความร้อน เช่น การประคบแผ่นร้อน การนวดด้วยคลื่นอัลตร้าซาวด์ และการนวดด้วยมือตามตำแหน่งที่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ แต่ทั้งนี้ผลที่ได้จะขึ้นกับโรคของผู้ป่วยเป็นสำคัญ  สำหรับผู้ป่วยปวดศีรษะที่ไม่สามารถทำกายภาพบำบัดได้ จะเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบสมองและประสาท ดังนั้น  เพื่อให้การทำกายภาพบำบัดเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วยในแต่ละราย ก่อนเข้ารักษานักกายภาพบำบัดจะต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินอาการจากตำแหน่งของการปวด ลักษณะการเคลื่อนไหว และสอบถามว่ามีอาการอย่างไรเกิดขึ้นบ้าง เช่น มีอาการปวดศีรษะก่อนและจึงเกิดอาการปวดคอตามมาหรือมีอาการปวดคอขึ้นก่อนจึงค่อยมีการปวดศีรษะตามมา เพื่อพิจารณาระยะของโรค ความรุนแรงและตำแหน่งของโรค ก่อนเลือกวิธีในการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยแต่ละราย ได้แก่

1.แผ่นประคบร้อน (Hot Pack) เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

2.การรักษานวดด้วยคลื่นอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound therapy) เป็นเครื่องรักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ลดอาการปวด ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อในชั้นลึก ลดอาการบวม และช่วยเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รวมทั้งคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

 3.การนวด (Massage) เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพและรักษาโรค โดยอาศัยการสัมผัสอย่างมีหลักการระหว่างผู้ให้การรักษาและผู้รับการรักษา การนวดจะส่งผลโดยตรงต่อร่างกายและจิตใจ โดยทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้นและกล้ามเนื้อผ่อนคลายได้

4.แพทย์ทางเลือก เนื่องจากนักกายภาพบำบัดมีความชำนาญในการนวดตามหลักวิชาการเป็นอย่างดีและยังสามารถอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงเหตุผลการนวดและกดในจุดต่างๆ ได้ทั้งตามหลักทางกายภาพ

นอกเหนือจากความใส่ใจที่จะบำบัดดูแลผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมแล้ว ยังสอดแทรกวิธีปฏิบัติตัวเพื่อผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสมและวิธีหายใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ป่วยนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ดังนั้น กายภาพบำบัดจึงถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยในการรักษาอาการปวดศีรษะได้

การรักษาอาการปวดเมื่อย ด้วยการกดจุด

การปวดเมื่อยเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานเป็นเวลานานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนท่าทาง ยิ่งสะสมไปมากๆอาจก่อให้เกิดอาการเรื้อรัง และสร้างความรำคาญด้วย
อาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย พบในผู้ป่วยเพศหญิงมากถึง 80% โดยจะอยู่ในช่วงวัยทำงานช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันพบได้ในคนไข้อายุ 20ปี และมีแววจะต่ำลงเรื่อยๆ
การกดจุดรักษาอาการปวดเมื่อย เป็นวิธีช่วยบรรเทาอาการที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยา และยังรักษาได้ตรงจุด ลดการปวดซ้ำๆ โดยการกดจุดมาจากการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ซึ่งรักษาตรงจุดกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด
การกดจุดไม่ใช่ว่าจะทำการกดได้ทันที ทางแพทย์ผู้รักษาต้องทำการซักประวัติคนไข้ก่อน ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ เพื่อทำการประเมินการรักษาเบื้องต้น โดยคนไข้ที่ไม่ควรกดจุด เช่น คนไข้โรคมะเร็ง คนไข้ที่เป็นโรคผิวหนัง คนไข้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยโรคอื่นๆต้องประเมินสภาพร่างกายว่าจะรับน้ำหนักได้มากน้อยเพียงใด
กล้ามเนื้อที่มีอาการปวดเมื่อยจะมีพังผืดเกาะในลักษณะเป็นก้อน ถ้าใช้การกดจุดให้มีการคลายตัวในบางส่วน หลังจากนั้นเลือดจะเป็นตัวย่อยสลายเอง เนื่องจากเลือดเป็นตัวย่อยสลายพังผืดในมัดกล้ามเนื้อที่ดี ซึ่งการกดจุดเป็นการกระตุ้นทำให้เลือดมีการฉีดตัวได้แรงขึ้น ทำให้เลือดเข้าไปสลายพังผืดได้ดี โดยการกดไม่ได้กดนิ่งๆแต่เป็นการกดไปรอบๆ กล้ามเนื้อที่มีปัญหา ทำให้ก้อนเนื้อนิ่มลง ทำให้เลือดมีการสูบฉีดและเข้าไปเลี้ยงได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยทานยาแก้ปวดมาเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ยาก ทำให้ต้องใช้เวลากดจุดหลายครั้งกว่าคนไข้ทั่วไป ส่วนใหญ่เข้ารักษา 2 เดือน จะเห็นผล โดยอาการจะดีขึ้นแต่ไม่ได้หายจากอาการปวด 100% เป็นเพียงการรักษาให้อาการดีขึ้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนไข้ด้วย เช่น ไม่นั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ ไม่ถือของหนัก ไม่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนักๆ รวมทั้งต้องหมั่นยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำด้วย

อาการปวดหลังนั้นเป็นความทรมานอย่างยิ่งแต่ก็สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยวิธีการใหม่ๆ

5

อาการปวดหลังนั้นเป็นความทรมานอย่างยิ่งแต่ก็สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยวิธีการใหม่ที่ให้ผลดีกว่าเดิมหากคุณไม่เคยต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดหลัง นับว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีมาก เพราะโดยเฉลี่ยแล้วคนในวัยผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 80 ต้องทรมานจากการปวดหลังไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ซึ่งอาการปวดหลังทั่วไปมักจะหายไปเองภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ แต่ในกรณีร้ายแรงก็อาจกินระยะเวลานานและทรมานอย่างยิ่ง เหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาการปวดหลังนั้นหายยากก็เนื่องจากหลังเปรียบเสมือน “เสาหลัก” ของร่างกาย โดยมีกล้ามเนื้อหลังและเส้นเอ็นต่างๆ ทำหน้าที่รับน้ำหนักส่วนใหญ่ เรียกว่าทุกการเคลื่อนไหวล้วนเกี่ยวข้องกับหลังทั้งสิ้นหน้าที่ของหลังแท่งกระดูกสันหลังประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังเรียงตัวซ้อนๆ กันมากกว่า 30 ปล้อง เกิดเป็นช่องซึ่งล้อมรอบและปกป้องไขสันหลังและมีเส้นประสาทโยงใยเข้าออกจากไขสันหลังผ่านทางช่องกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังแต่ละปล้องถูกยึดติดกันด้วยกล้าม ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวรับแรงกระแทกไม่ให้กระดูกแต่ละปล้องกระทบกันเมื่อเดินหรือกระโดด

สาเหตุของโรคปวดหลังหลังส่วนล่างเป็นบริเวณที่รับน้ำหนักของร่างกายมากที่สุดและเกิดอาการปวดบ่อยที่สุด อาการปวดหลังโดยทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลังหรือกล้ามเนื้อที่คอยพยุงหลัง และจะปวดขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ ในหลายๆ กรณีอาการปวดอาจรักษาได้ภายในเวลาไม่กี่วันด้วยการรับประทานยาแก้ปวด เช่น อัยบูโพรเฟน (Ibuprofen) ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายจากอาการปวดเล็กๆ น้อยๆ ได้ภายใน 4 สัปดาห์ด้วยการบำบัดเพียงเล็กน้อย ในกรณีที่อาการปวดคงอยู่เป็นเวลาเกินกว่า 4 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติมเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงทั้งนี้แพทย์จะทำการซักถามเพื่อประเมินสาเหตุของอาการปวด โดยเริ่มจากประวัติด้านความเจ็บป่วยและการผ่าตัดของทั้งคุณและสมาชิกในครอบครัว ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยถึงต้นตอของอาการปวดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกิจวัตรประจำวันได้ สำหรับกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง แพทย์อาจต้องวินิจฉัยด้วยเครื่องเอกซเรย์และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการเอกซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ภาพตัดขวาง