อาการปวดหลังนั้นเป็นความทรมานอย่างยิ่งแต่ก็สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยวิธีการใหม่ๆ

5

อาการปวดหลังนั้นเป็นความทรมานอย่างยิ่งแต่ก็สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยวิธีการใหม่ที่ให้ผลดีกว่าเดิมหากคุณไม่เคยต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดหลัง นับว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่โชคดีมาก เพราะโดยเฉลี่ยแล้วคนในวัยผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 80 ต้องทรมานจากการปวดหลังไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง ซึ่งอาการปวดหลังทั่วไปมักจะหายไปเองภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ แต่ในกรณีร้ายแรงก็อาจกินระยะเวลานานและทรมานอย่างยิ่ง เหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาการปวดหลังนั้นหายยากก็เนื่องจากหลังเปรียบเสมือน “เสาหลัก” ของร่างกาย โดยมีกล้ามเนื้อหลังและเส้นเอ็นต่างๆ ทำหน้าที่รับน้ำหนักส่วนใหญ่ เรียกว่าทุกการเคลื่อนไหวล้วนเกี่ยวข้องกับหลังทั้งสิ้นหน้าที่ของหลังแท่งกระดูกสันหลังประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังเรียงตัวซ้อนๆ กันมากกว่า 30 ปล้อง เกิดเป็นช่องซึ่งล้อมรอบและปกป้องไขสันหลังและมีเส้นประสาทโยงใยเข้าออกจากไขสันหลังผ่านทางช่องกระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังแต่ละปล้องถูกยึดติดกันด้วยกล้าม ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวรับแรงกระแทกไม่ให้กระดูกแต่ละปล้องกระทบกันเมื่อเดินหรือกระโดด

สาเหตุของโรคปวดหลังหลังส่วนล่างเป็นบริเวณที่รับน้ำหนักของร่างกายมากที่สุดและเกิดอาการปวดบ่อยที่สุด อาการปวดหลังโดยทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลังหรือกล้ามเนื้อที่คอยพยุงหลัง และจะปวดขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ ในหลายๆ กรณีอาการปวดอาจรักษาได้ภายในเวลาไม่กี่วันด้วยการรับประทานยาแก้ปวด เช่น อัยบูโพรเฟน (Ibuprofen) ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายจากอาการปวดเล็กๆ น้อยๆ ได้ภายใน 4 สัปดาห์ด้วยการบำบัดเพียงเล็กน้อย ในกรณีที่อาการปวดคงอยู่เป็นเวลาเกินกว่า 4 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติมเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงทั้งนี้แพทย์จะทำการซักถามเพื่อประเมินสาเหตุของอาการปวด โดยเริ่มจากประวัติด้านความเจ็บป่วยและการผ่าตัดของทั้งคุณและสมาชิกในครอบครัว ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยถึงต้นตอของอาการปวดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกิจวัตรประจำวันได้ สำหรับกรณีที่มีอาการปวดรุนแรง แพทย์อาจต้องวินิจฉัยด้วยเครื่องเอกซเรย์และการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการเอกซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ภาพตัดขวาง

วิธีแก้อาการปวดหัวไมเกรนแบบง่ายๆ

เมื่อเราเกิดปวดหัวไมเกรนขึ้นมาแล้ว เราจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ให้อาการปวดหัวจี๊ดๆของเรามันหายไปอย่างรวดเร็วที่สุดด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1. นวดผ่อนคลายความตึงเครียด

การนวดเป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ดีและง่ายที่สุด วิธีการนวดให้เรานวดบริเวณขมับ ต้นคอ และช่วงไหล่ โดยนวดไปเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายของเราผ่อนคลายลง เส้นเลือดก็จะคลายตึง ไม่หดเกร็ง ทำให้อาการปวดหัวไมเกรนทุเลาลง และถ้าจะให้ได้ผลดีมากขึ้น เราอาจหาพวกน้ำมันหอมระเหย เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันการบูร หรือน้ำมันลาเวนเดอร์ มาใส่ในขณะที่เรานวดด้วย มันช่วยได้เยอะเลยล่ะ

2. ปวดมากก็นอนสักหน่อย

วิธีที่ดีไม่แพ้การนวดก็คือ นอนหลับไปเลย การนอนหลับพักผ่อนจะช่วยให้ระบบเส้นเลือดและกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งได้ผ่อนคลายลง ซึ่งสามารถช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีบางครั้งที่เวลาที่เรานอนหลับเราจะรู้สึกหายปวดหัวไปชั่วขณะ แต่พอตื่นนอนมาเรากลับปวดหัวไมเกรนขึ้นมาอีก ถ้าเกิดอาการอย่างนี้ไม่ต้องตกใจ เป็นเรื่องปกติ ถ้าเป็นอย่างนี้เราอาจต้องใช้วิธีอื่นๆช่วยเสริมด้วย เพราะเราเริ่มเป็นหนักแล้วนะ

3. กินยาพาราแก้ปวดหัว

ถ้าเราปวดหัวไมเกรนมากๆ เราก็ควรกินยาพาราเซตามอลเพื่อช่วยลดอาการปวดหัวลง โดยการกินยาพาราที่ดีนั้นควรกินตั้งแต่ที่เราเริ่มรู้สึกมีอาการทันที อย่าปล่อยให้ปวดหัวนานเกิน 30 นาทีแล้วค่อยกิน เพราะมันจะช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้น้อยกว่า

4. ประคบด้วยน้ำแข็ง + แช่เท้าในน้ำอุ่น

อีกวิธีที่ช่วยลดอาการปวดหัวไมเกรนได้ดีก็คือ ให้เราไปหาถุงใส่น้ำแข็งมาประคบที่หัวตรงแถวๆที่เราปวด และให้เราแช่เท้าในน้ำอุ่นไปพร้อมกันด้วย โดยแช่นานประมาณ 20 นาที ทำ 2 วิธีนี้คู่กันไป อาการปวดหัวจะลดน้อยลงหรืออาจหายไปเลยก็ได้

5. จิบน้ำขิงแก้ไมเกรน

การดื่มน้ำขิงร้อนๆสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี โดยน้ำขิงที่ดื่มจะเป็นน้ำขิงที่ต้มเองแบบสดๆ หรือจะเป็นน้ำขิงแบบสำเร็จรูปที่เป็นซองๆก็ได้ ซึ่งมีงานวิจัยออกมาว่าสารที่อยู่ในน้ำขิงสามารถช่วยแก้ปวดหัวไมเกรนได้เป็นอย่างดี ดื่มน้ำขิงร้อนๆอร่อย และสามารถช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียดไปในตัวได้อีกด้วย

นี่ก็เป็น 5 วิธีแก้อาการปวดหัวไมเกรนแบบง่ายๆที่เอามาฝากกัน หวังว่าคงพอช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่ประสบปัญหาอยู่ได้บ้างนะครับ ไมเกรนนี่เป็นอะไรที่จี๊ดเอามากๆ เป็นทีหนึ่งแทบทำการทำงานอะไรไม่ได้เลย นั่งปวดหัวอย่างเดียวจริงๆ ใครไม่เคยเป็นไม่รู้หรอก ว่ามันทรมานขนาดไหน!!!

วิธีบรรเทาอาการปวด การนวดแก้ปวดหลังที่สามารถทำเองได้

คนที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานาน ๆ บ่อยครั้งเข้าก็มักจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดหลังขึ้นได้ บางคนก็พึ่งยาแผนปัจจุบันที่หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปมาช่วยรักษาอาการ แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หันไปใช้บริการ “นวดแผนโบราณ” ซึ่งนอกจากจะนวดเพื่อผ่อนคลายแล้ว ยังมีการนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการปวดได้อีกด้วย

โดยทั่วไปอาการปวดที่ต้องนวดบำบัดรักษามี 2 ระบบด้วยกัน คือ ปวดกล้ามเนื้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ คอ บ่า ไหล่ หลัง และปวดข้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ ต้นคอ ข้อไหล่ ข้อตะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า

สำหรับอาการปวดหลังนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการนั่งทำงานนาน ๆ แบบไม่ค่อยได้ขยับตัว ก็จะปวดหลังแถวบริเวณบ่า รวมทั้งการนั่งเก้าอี้ที่ไม่สมดุล โยกเยกได้ เพราะเมื่อนั่งทิ้งน้ำหนักไปเต็มที่ร่างกายของเราจะเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้นร่างกายจะพยายามปรับให้ตรงจึงต้องมีการดึง ซึ่งการดึง การเกร็งตัวจะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ รวมไปถึงอาการปวดหลังที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น มอเตอร์ไซค์ล้ม ตกบันได ก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ทั้งสิ้น

“อาการปวดหลังสามารถรักษาให้หายได้โดยการนวด วิธีแรกสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยจะต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า นมไม้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการนวดตนเองได้ ท่าที่ใช้นวด คือ ให้นอนหงาย ตะแคงข้างเล็กน้อยแล้วนำนมไม้สอดเข้าไปบริเวณหลังที่ปวดแล้วค่อย ๆ เอนหลังทับนมไม้ จากนั้นชันเข่าข้างที่ปวดหลังขึ้น ทำอย่างนี้ค้างไว้อึดใจหนึ่ง จากนั้นค่อยขยับนมไม้ไปทีละจุด ๆ เหมือนกับการนวดด้วยมือ แต่การนวดด้วยมือที่บริเวณหลังผู้ต้องการนวดไม่สามารถทำได้เอง จำเป็นต้องใช้นมไม้เป็นอุปกรณ์ช่วยนวด ข้อระวังในการใช้นมไม้นวดหลัง คือ อย่าวางนมไม้บริเวณแนวกระดูกสันหลังเพราะอาจทำให้อาการปวดหลังเป็นมากกว่าเดิมเพราะร่างกายจะกดทับลงมาทั้งหมด”

วิธีต่อมาคือ ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์นมไม้ สามารถใช้ลูก ๆ หลาน ๆ อายุไม่เกิน 10 ปี ร่างกายปกติไม่อ้วนเกินไป หรือเด็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม เพราะถ้าน้ำหนักมากกว่านี้จะทำให้หลังรับน้ำหนักมากเกินไปอาจทำให้มีอาการปวดมากกว่าเดิมได้ วิธีการนวด คือ ผู้ต้องการนวดนอนคว่ำแล้วให้เด็กขึ้นไปเดินบนแผ่นหลังโดยเดินขนานกับกระดูกสันหลังทั้ง 2 ข้าง เดินขึ้น-ลง สลับกันไป ทำอย่างนี้ประมาณ 10 นาที ซึ่งวิธีนี้ก็จะช่วยทำให้เส้นคลายตัว ลดอาการปวดหลังได้

ในกรณีที่มีผู้นวดให้ จะใช้วิธีการนวดแบบราชสำนัก เพราะเป็นวิธีการนวดที่ปลอด ภัย มีจุดกดที่ชัดเจน วิธีการนวดคือ ให้ผู้ต้องการนวดนอนตะแคงแล้วกดจุดกดลงไปที่หลัง ตะโพก และขาด้านใน เป็นจุดหลัก แต่ก่อนที่จะนวดกดจุดเฉพาะ ผู้นวดจะนวดท่าพื้นฐานก่อน

ซึ่งวิธีนวดแบบนี้จะเป็นการคลายกล้ามเนื้อโดยรอบให้เลือดไปเลี้ยงได้ดีขึ้น อาการปวดหลังก็จะดีขึ้นด้วย เพราะว่าเลือดมีความร้อนส่วนหนึ่ง ความร้อนจะทำให้เส้นเอ็น กล้ามเนื้อคลายตัวได้ ประกอบกับเลือดมีสารต่าง ๆ ที่จะไปช่วยย้ายหรือนำของเสียออกมา ถ้ามีการหมุนเวียนเลือดเมื่อไหร่ของเสียก็จะถูกนำออกมา ของดีก็จะเข้าไปแทน ซึ่งการปวด การตึง การขัด ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เกิดอาการปวดขึ้นและจะปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีการรักษาเกิดขึ้น

นอกจากการนวด ควรทำท่าบริหารร่วมด้วย เพื่อให้อาการปวดหายเร็วขึ้น โดย นอนหงายเท้าเหยียดตรงแล้วยกศีรษะขึ้นมองปลายเท้าตัวเอง นิ่งไว้อึดใจหนึ่ง ทำอย่างนี้ เช้า-เย็น 10 ครั้ง

รวมทั้ง ท่ายืนเขย่ง โดยถ้าปวดหลังบริเวณด้านซ้ายให้ยกขาขวาขึ้นประมาณ 90 องศา แล้วก็ค่อย ๆ เขย่งยกปลายเท้าซ้ายขึ้น ท่านี้ต้องมีที่จับมิเช่นนั้นอาจล้มได้ เขย่งอยู่อึดใจหนึ่งแล้วเอาลง ทำอย่างนี้ 10 ครั้ง เช้า-เย็น ก็จะช่วยลดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

อีกท่าหนึ่งซึ่งเป็นท่าฤาษีดัดตนที่ดัดแปลงมา มีชื่อว่า ชูหัตถ์วาดแขน ท่านี้ก็เป็นอีกท่าหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ วิธีการคือ เริ่มจากการชูมือขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้น ประสานมือโดยให้มือทั้งสองจับกัน ต่อมากางมือทั้งสองข้างออกข้างลำตัว และลดระดับมือลงมาจับที่บริเวณเอว กำมือทั้งสองแล้วค่อย ๆ เอาเข้าหากันนำมาวางไว้บริเวณด้านหลังที่ปวด แล้วกดหรือขยี้ไปที่เอวหรือบริเวณที่ปวด ซึ่งท่านี้จะเป็นการบริหารร่างกายตั้งแต่หัวไหล่ ไปถึงเอว ทำอย่างนี้ประมาณ 5-10 ครั้ง เช้า-เย็น อาการปวดหลังก็จะค่อยดีขึ้นตามลำดับ

การเตรียมตัวก่อนนวดห้ามรับประทานอาหารก่อนนวดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพราะเวลานวดจะเพิ่มการไหลเวียนไปที่จุดที่โดนนวด จะทำให้ท้องอืด เพราะอาหารไม่ย่อย รวมทั้งหลังนวดไม่ควรดื่มน้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็นทันที เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นมีการหด เกร็งตัวถ้าโดนความเย็นมาก ๆ ส่งผลให้อาการปวดหลังกลับมาเป็นอีกได้ ควรรอประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงไปแล้วจึงอาบน้ำได้ และไม่ควรไปยกของหนักหลังนวดใหม่ ๆ เพราะการนวดทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว เมื่อไปยกของหนักอาจทำให้กระดูกเคลื่อนที่ได้

เมื่อมีอาการปวดหลัง อย่ารอให้อาการปวดเกิดขึ้นมาก ๆ แล้วค่อยรักษา เพราะอาการปวดหลังหากเป็นไม่มาก สามารถนวดรักษาด้วยตนเองได้

การเลือกใช้ยาสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

สมุนไพร เป็นยาที่ได้มาจากพืช สัตว์ แร่ธาตุจากธรรมชาติที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างภายใน สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆและบำรุงร่างกายได้ ประเภทของสมุนไพร สมุนไพรที่ได้จากส่วนของพืชโดยตรง โดยส่วนต่างๆที่นำมานั้นมีสารที่สามารถใช้เป็นยาได้ ได้แก่ ใบ ดอก ผล เปลือกผล เมล็ด เปลือกเมล็ด รากหรือหัว ต้น แก่น กระพี้ เนื้อไม้ เปลือกไม้ สมุนไพรที่ได้จากอวัยวะของสัตว์ ได้แก่ ตับ ดี นอ เขา เอ็น เลือด น้ำมัน มูล ฯลฯ เช่น ขี้ผึ้ง รังนก น้ำมันตับปลา สมุนไพรที่ได้จากแร่โดยธรรมชาติหรือสิ่งที่ประกอบขึ้นจากแร่ธาตุต่างๆ ตามกรรมวิธีนำมาใช้เป็นยา เช่น เกลือ กำมะถัน น้ำประสานทอง ดีเกลือ สารส้ม

ความเชื่อและการใช้สมุนไพรนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรมีในตำราแพทย์ตั้งแต่สมัยกรีก อินเดีย จีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพทย์ไทยแผนโบราณ นอกจากนี้ก็มีการศึกษาค้นคว้าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถ้าจะพูดถึงประโยชน์ของสมุนไพรในปัจจุบันยาต่างๆที่ใช้กันอยู่มีจำนวนไม่น้อยที่ได้มาจากสมุนไพรโดยตรง เช่น ยาแก้ปวด aspirin มาจากเปลือกไม้ของพืชชนิดหนึ่ง ยาแก้ปวด morphine ก็มาจากต้นฝิ่น ยาควินินรักษาโรคมาลาเรียก็ได้มาจากการสกัดเปลือกไม้ cinchona ยารักษาโรคหัวใจล้มเหลว digitalis ก็ได้มาจากต้น foxglove เป็นต้น

อาการปวดเนื้อเมื่อยตัว เป็นอาการที่ใครไม่อยากเป็นแต่ส่วนใหญ่มักเป็น ซึ่งจะพบในวัยทำงานขึ้นไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ เราควรหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการสำรวจร่างกายว่ามีอาการปวดส่วนไหนบ้างและควรหาวิธีแก้ปวดของแต่ละอาการเพื่อบรรเทาอาการปวด ชา ตะไคร้ สมุนไพรใกล้ตัว ที่เป็นอีกทางเลือกที่จะบรรเทาอาการปวดเมื่อยร่างกาย ทำรับประทานได้เองที่บ้าน สมุนไพรไทยกินแล้วมีแต่ประโยชน์ไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย อย่างเช่นยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้ในวงการเเพทย์ แก้ปวด แก้เมื่อย รักษาสุขภาพโดยวิธีธรรมชาติ การใช้สมุนไพรสำหรับแก้อาการปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว บำรุงกำลัง เป็นภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านที่ใช้ประโยชน์ในการแก้ปวดเมื่อย แก้การอักเสบของกล้ามเนื้อ มีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด ต้านการอักเสบ สามารถใช้แทนยาแก้อักเสบแผนปัจจุบันได้ ที่สำคัญไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบันที่มีสารสเตียรอยด์ ถือเป็นยาสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง

เทคนิคบรรเทาอาการปวดคอที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน

การปวดคอนั้น เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันเนื่องจากกิจกรรมของคนเราต้องกระทำในท่านั่ง คอจึงต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักจากศีรษะเกือบตลอดทั้งวัน อีกทั้งคอยังเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะก้ม เงย เอียง และหมุน ล้วนปัจจัยที่ส่งผลให้คนเราเผชิญปัญหาปวดคอ สำหรับอาการปวดคอ ใครเป็นแล้วจะรู้สึกปวดตึงบริเวณคอ อาจร้าวไปยังบ่า สะบัก แขน เคลื่อนไหวคอได้น้อยลง บางรายมีอาการอ่อนแรงและชา แต่อาการปวดคอนั้น ไม่ได้เกิดจากการนอนผิดท่าเท่านั้น หากแต่มีหลายสาเหตุเช่น นั่งทำงานด้วยโต๊ะและเก้าอี้ที่ไม่ได้ระดับสัมพันธ์กับสรีระ การเอียงคอคุยโทรศัพท์นาน นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นาน ชอบเงยคอเวลาขับรถ นอนคว่ำหน้า นอกจากนี้ อาการปวดคอยังเกิดได้จากภาวะข้อเสื่อม ข้ออักเสบ ที่มักพบในคนสูงวัย หรือเกิดจากภาวะเครียดทางจิตใจ การพักผ่อนไม่เพียงพอ โดยปัญหาเหล่านี้มีส่วนทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็งนานผิดปกติ จนปวดคอร่วมกับปวดศีรษะแถวท้ายทอย จนคอต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เอ็นและกล้ามเนื้อถูกยืดมากจนฉีก

จะทำอย่างไรเมื่อรู้สึกปวดคอ จะใช้วิธีการนำหมอนที่ใช้หนุนนอนไปตากแดดแก้เคล็ดตามความเชื่อก็อาจมีผลทางจิตใจ แต่ในทางการแพทย์แนะนำให้หยุดพักและควรประคบร้อนหรือเย็นราว 15-20 นาที ทำเครื่องพยุงคอโดยนำผ้าขนหนูม้วนให้หนา จากนั้นพันรอบคอเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวและลดแรงกดจากน้ำหนักของศีรษะ ร่วมกับการกินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลหรือแอสไพริน แต่หากอาการยังไม่ดีขึ้นก็ต้องไปพบแพทย์

สำหรับเทคนิคหรือวิธีการป้องกันการปวดคอมีดังนี้
1.โดยการบริหารกล้ามเนื้อคอเพื่อสร้างความแข็งแรง ด้วยการใช้นิ้วมือของตัวเองช่วยบริหารคอ 3 ท่า เริ่มจากท่าแรก ตั้งคอตรง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางที่หน้าผากพร้อมออกแรงกดไปทางด้านหลัง ระหว่างนั้นให้เกร็งศีรษะต้านแรงดันจากนิ้วไว้
2. ตั้งคอตรง ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางที่ท้ายทอย จากนั้นออกแรงกดไปด้านหน้า พร้อมเกร็งศีรษะต้านแรงไว้
3.ตั้งคอตรงและใช้สองนิ้วเดิมวางบริเวณขมับด้านขวา แล้วออกแรงกดไปด้านซ้าย และเกร็งศีรษะต้านแรงไว้ เสร็จแล้วทำสลับกับด้านซ้าย โดยแต่ละท่าที่แนะนำนี้ ให้เกร็งคอค้างไว้นาน 10 วินาที ทำท่าละ 10 ครั้ง วันละ 2-3 รอบ เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ